เซลล์แมนห้ามขายของ

ผมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอ่านซ้ายผ่านทางเมลแมคกสิณฟรีหรือเมื่อก่อนผมเคยเขียนถึงหัวข้อ “พนักงานขายเสื้อห้ามขายเสื้อ”

ความหมายจริงๆคือแทนที่จะขายเสื้อซึ่งเป็นสินค้าของร้านคุณต้องขายความรู้คาแรกเตอร์และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ “ความน่าเชื่อถือ”

กล่าวคือตรงขายลักษณะเฉพาะ และตัวตนของคุณไม่ใช่คนที่สักแต่จะขายแต่จงเป็นคนที่สามารถให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องหากทำได้เดี๋ยวเสื้อผ้านั้นก็จะขายได้เองทั้งหมดนี้คือความหมายของหัวข้อนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในสายงานขายหรืองานที่จะต้องรับรองลูกค้านั้นต้องตระหนักอยู่เสมอว่าลูกค้าจะมองเราอย่างไรก่อนหน้านี้มีรายการสารคดีอยู่เรื่องหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ที่โตเกียวที่ได้อบรมการต้อนรับของลูกค้าให้กับพนักงานร้านขายเสื้อผ้าสิ่งที่ผมแนะนำไปก็คือไม่คุยเรื่องทั่วไปที่ไม่ใช่การขายของและไม่ใช่พูดเปิดการขายแต่ต้องให้คำแนะนำกับลูกค้าเหมือนเป็นเพื่อนร่วมคิด กล่าวคือสิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างประโยชน์หรือข้อได้เปรียบให้กับลูกค้า

ตัวอย่างเช่นหากรู้ว่าจะมีสินค้าใหม่เค้าเปลี่ยนในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้คุณอาจจะแนะนำลูกค้าว่าความจริงถ้าคุณรอถึงวันที่เท่านี้เท่านี้จะมีของที่จะลดราคาถึง 20% เลยนะครับผมแนะนำว่าค่อยซื้อตอนนั้นคุ้มกว่าซึ่งถ้าก่อนหน้านี้สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยการคุยเรื่องทั่วไปมาแล้วการบอกแบบนี้ลูกค้าจะเกิดความเชื่อว่าพนักงานคนนี้ดีจังและจากนั้นเค้าจะเกิดความรู้สึกต่อไปอีกว่าต่อไปนี้อย่ามาซื้อกับคนนี้อีก

เวลาไปซื้อของถึงแม้จะสำราญได้แต่คนส่วนมากมักจะจำหน้าพลังงานขายไม่ได้มิหนำซ้ำพนักงานเองก็ไม่ได้บอกชื่อของตนด้วยผมคิดเสมอว่าพนักงานแนะนำตัวเองหน่อยไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยแต่มีน้อยคนที่จะเป็นแบบนั้น

ถ้าเช่นนั้นทำอย่างไรถึงจะสร้างเสน่ห์ให้ตัวผู้ขายได้ทำอย่างไรถึงจะชนะใจลูกค้าได้นะ. ขายที่มีเพื่อนร่วมงานมากมายอย่างร้านขนาดใหญ่ต้องทำอย่างไรถึงจะสร้างความโดดเด่นให้ลูกค้าเห็นได้ให้เราเป็นคนที่พิเศษทำการพนักงานหมู่มากได้

เราต้องคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาที่ร้านเพราะจะมาหาเรามาที่ร้านเพราะเธออยากให้เราเนี่ยเลือกสินค้าให้ พนักงานที่มีน้ำใจคอยช่วยเหลือดูแลเรื่องต่างๆให้ก็จะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าเช่นกันฟังดูแบบนี้เรื่องทั่วไปแต่ก็มีคำอธิบายได้ด้วยการอ่านใจนั่นเอง

“คนเราพออีกฝ่ายมีน้ำใจหรือทำอะไรให้เราก็จะรู้สึกว่าต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อตอบแทนบ้าง” และนี่เป็นสภาพจิตใจที่เรียกว่าการตอบแทนอย่างที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้

มนุษย์เราทุกคนจะมีจุดมาตรฐานที่ทำให้อารมณ์คงที่เดิมทีจุดมาตรฐานก็คือเวลาที่ความคาดหวังของเรากับพฤติกรรมของอีกฝ่ายเท่ากันให้อีกฝ่ายทำได้ตามความคาดหวังคนเราจะรู้สึกสงบแต่หาพฤติกรรมของอีกฝ่ายสูงกว่าที่คาดหวังกล่าวคือหากอีกฝ่ายทำได้มากกว่าที่คาดหวังความสมดุลย์จะหายไปจุดมาตรฐานนั้นจะสั่นคลอน

เมื่อคนเราอยู่ในสภาพนี้หากไม่ทำให้.มาตรฐานกลับมาเท่ากันจะไม่สงบพูดง่ายง่ายก็คือเกิดความรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายทำให้ได้ขนาดนี้และจะพยามแก้จุดมาตรฐานนั้นให้กลับมาเท่าเดิมด้วยการตอบแทนอะไรซักอย่างกลับขึ้นไปเพื่อให้ตัวเองรู้สึกสงบถ้าใช้คำพูดไม่ค่อยดีหน่อยก็อาจจะเดาได้ว่าชักจูงโดยใช้ความรู้สึกผิดเป็นเครื่องมือ

เราอาจใช้วิธีทางสิวิทยาแบบนี้เพื่อให้เป็นที่จดจำของลูกค้าก็ได้กล่าวคือทำให้ลูกค้ารู้สึกเกรงใจในขณะที่เราดูแลอยู่เช่นสมมติลูกค้าอยากให้เราช่วยแนะนำสินค้าตัวหนึ่งส่วนใหญ่พนักงานขายจะบอกว่าเดี๋ยวรีบดูให้นะคะแล้วเข้าไปในสต๊อกบ้างไม่ก็ถามไปยังร้านค้าในเครือบ้างแล้วแต่ลูกค้าว่ามีหรือไม่ แต่ถ้าเป็นผมผมจะทำแบบนี้คือหลังจากตรวจสอบทั้งสต๊อกในร้านแล้วผมจะกลับไปบอกลูกค้าก่อนรอบหนึ่งว่าขอโทษนะครับตอนนี้สินค้าร้านเราหมดแล้วแต่เดี๋ยวผมจะลองสอบถามไปยังร้านอื่นๆให้อีกทีครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *