แยกใช้หนังสือนำเสนอโครงการตามลักษณะของผู้ฟัง

หากเรียนหนังสือนำเสนอโครงการไว้สามแบบตามนี้ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนประเภทไหนก็สามารถรับมือได้เช่นหากเป็นคนที่ชอบเหตุลก็จะมี 2 แบบคือแบบที่หนึ่งที่อยากจะให้อธิบายง่ายๆ ชัดเจนและแบบที่เป็นเหตุผลกับแบบที่ 3 ที่ต้องการข้อมูล

สำหรับคนแบบแรกนั้นถึงแม้เราจะนำเอาเอกสารที่ผมข้อมูลหนาปึกไปให้ก็คงรู้สึก “เอามาให้เยอะขนาดนี้ไม่มีเวลาอ่านหรอก” และก็เป็นไปได้ที่เค้าจะไม่อ่านและไม่สนใจ หาเอาหนังสือโครงการแบบเข้าใจง่ายให้คนประเภทนี้จะทำให้เขายินดีมากกว่า

ในกรณีแบบหลังยิ่งมีข้อมูลมาเอกสารหรือหนังสือโครงการยิ่งมากเท่าไหร่เค้าจะมองว่าคนหนีทำงานเป็นดังนั้นเราจึงให้ดูข้อมูลและตัวเลขอย่างจุใจ

เรียนหนังสือนำเสนอโครงการไว้สามแบบตามประเภทผู้ฟังแน่นอนว่าคงใช้เวลาทำมากกว่าเดิมแต่โอกาสที่ฝ่ายจะอ่านก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

เวลาจวนตัวให้บอกว่าตัวเองโชคดี

เจอเงื่อนไขสัญญาที่ค่อนข้างเข้มงวดอีกฝ่ายบอกให้เปลี่ยนโครงการที่นำเสนอทั้งหมดงบประมาณส่วนใหญ่ถูกตัดทิ้ง—-

ในโลกธุรกิจคงมีไม่น้อยที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสียเปรียบหรือเขาร้ายที่ไม่คาดคิดใช่ไหมครับเผื่อเผลอการได้เจอเรื่องดีดีตลอดอาจจะเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากกว่า

ถ้าผมตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้นในใจจะร้องตะโกนว่า ไชโย!! “โชคดีเป็นบ้า” การได้อยู่ในสถานการณ์ยากลำบากและส่วนตัวนั้นทำผมถึงเรียกว่า “โชคดี”

อย่างแรกคือเพราะได้ใช้ประโยชน์จากความไม่ลงรอยของการรู้คิด cognitive dissonance ที่เกิดขึ้นกับตัวในฐานะนักอ่านใจตัวเราบอกโชคดีกับเรื่องที่เสียเปรียบดังนั้นเพื่อกำจัดความไม่ลงรอยนั่นเราต้องเปลี่ยนสภาพที่เสียเปรียบนั้นให้เป็นโชคดีจริงๆ

การบอกโชคดีเป็นบ้าเป็นการชี้นำตัวเองแม้จะรู้สึกว่าโชคดีแต่เราจะรู้สึกแบบนั้น

จิตใจคนเรานั้นสร้างขึ้นมาจากคำพูดดังนั้นในเวลาที่ถูกธนนี่เราถึงต้องบอกกับตัวเองว่าไชโยโชคดีเป็นบ้าถึงต้องกระซิบให้ตัวเองได้ยินว่า “อึดอัดไปบ้างแต่ก็ได้ตามที่วางแผนนะ” “ลำบากก็จริงแต่ท่าทางน่าสนุก”

จริงอยู่ว่าคงพูดออกเสียงในเวลานั้นไม่ได้และเป็นแค่เสียงภายในใจแต่ความจริงแล้วพูดเสียงออกมาดีกว่าดังนั้นเวลาเจอเรื่องเยอะแย่พอกลับถึงบ้านผมจะพูดกับตัวเองตลอดพูดออกเสียงให้ตัวเองได้เห็นไปเรื่อยเรื่อยว่าโชคดีชะมัดไชโย! ตามที่คิดเลย

พฤติกรรมการพูดออกเสียงนั้นอันที่จริงเป็นเรื่องที่สำคัญมากการพูดออกเสียงทำให้คำพูดที่ตัวเองปริ้นออกมาจะกลับเข้าไปในสมองทางการได้ยินของตัวเองอีกครั้งและกระตุ้นการทำงานของจิตไร้สำนึกข้อมูลที่ออกไปกับข้อมูลที่เข้ามาเกิดขึ้นพร้อมกันจึงเป็นการชี้นำตัวเองได้ง่ายขึ้น

หากเราพูดแต่เรื่องในแง่ลบต่อผู้พูดนั้นก็จะค่อยค่อยเปลี่ยนไปในทางลบจริงๆนั่นเพราะคำพูดในทางลบที่ตัวเองเปล่งเสียงออกมามันจะย้อนกลับเข้าสมอง และการพูดว่าร้ายอีกฝ่ายหรือตรงไปอีกฝ่ายด้วยคำในแง่ลบคำนั้นก็จะย้อนกลับมาคิดตัวผู้พูดเป็นพิษสะสมภายในใจ

การชี้นำตัวเองนี้เชื่อมโยงกับการทำให้เกิดพลังเพื่อให้เราก้าวข้ามอุปสรรคในเวลาตกที่นั่งลำบากลองเปลี่ยนคำพูดเป็นแง่บวกดูแล้วคุณจะมองเห็นว่าบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *