ฟุตบอลกับการเมือง

จากเสื้อถึงสงครามครูเสด

พวกจอมเสียดสีสังคมเคยตั้งข้อสังเกตว่า “ เสื้อฟุตบอล” เป็นเครื่องยืนยันที่ดีถึงความสามารถของผู้ผลิตสินค้า

รู้ๆกันอยู่  หลังจากสโมสรทีมฟุตบอลระดับโลกอย่างแมนยู ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล บาร์เซโลนา หรือทีมชาติดังๆ ประกาศแบบเสื้อรุ่นใหม่สำหรับฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึง เสื้อแบบเดียวกันนั้นจะถูกวางขายเขื่อนและสวมใส่โดยแฟนบอลชาวไทยในชั่วข้ามคืนยังไม่ทันที่นักเตะของสโมสรจะได้ใส่เสื้อรุ่นใหม่ลงสนามแฟนบอลไทยพากันสวมใส่มันออกไปตลาดจ๊อกกิ้งรอบหมู่บ้านหรือไส้ออกเดทสาวประหนึ่งว่ากรำศึกเสียจนสีซีด

ความรู้สึกของการพังกาอยู่ภายใต้เสื้อฟุตบอลของทีมโปรดอ่านมีตั้งแต่เหิมประกาศความภาคภูมิใจในทีมที่เชียร์หรืออาจรู้สึกเท่แข็งแกร่งและมีความสามารถเหมือนสวมวิญญาณเดวิดเ เบกแฮม คริสเตียโน โรนัลโด

ถ้ายังไม่พอก็ลองสั่งจากประชา สุวีรานนท์ กล่าวไว้ในดีไซน์+คัลเจอร์ 2 ว่า

“ เสื้อยืดแบบนี้มักมีจุดมุ่งหมายเพื่อประกาศอัตลักษณ์หรือตัวตนรวมทั้งคุณค่าของผู้สวมใส่ ซึ่งอาจจะหมายถึงคุณค่าเชิงรสนิยมสังคม หรืออุดมการก็ได้ โดยผ่านชื่อและโลโก้ ของกลุ่มคนสโมสร กีฬา องค์กรธุรกิจผู้สวมใส่กำลังยืนยันความเชื่อประสบการณ์การมีส่วนร่วมในกิจกรรมและสิ่งที่น่าตราตรึงไว้ในความทรงจำของเขา”

ถ้าไม่ใช่ด้วยบุญแล้วค่าเพิ่มทางความรู้สึกเหล่านี้  หรือเพียงจงใจใส่ไปเชียร์ทีมโปรดในสนามแล้ว ก็พนันได้เลยว่าเสื้อฟุตบอลนั้นขายฝืดแน่ๆ

เพราะเอาเข้าจิงแล้วเชื่อไม่ได้สวยหรูสักเท่าไหร่  เสื้อนักฟุตบอล ทีมชาติอิตาลีสีฟ้ารัดรูปที่ใส่ลงแข่งฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ยังคงติดตาติดใจสาวสาวหลายคน แบบเสื้อก็หนีไม่พ้น คอวี คอกลม หรือไม่ก็แบบปก ถ้าไม่ใช่สีพื้นลวดลายก็วนเวียนอยู่แถวๆลายขวาง ลายทางตามแนวตั้ง ลายแถบสายสะพาย แถบตรงกลางหรือ ลายแบ่งครึ่งสองสี

“ถ้าทีมของคุณสวมใส่ชุดกีฬาที่ดูดีกว่าทีมคู่ต่อสู้คู่ต่อสู้จะรู้สึกต่ำต้อยกว่าไปในบัดดล และถ้านักกีฬารู้สึกว่าตัวเองดูดีในชุดที่สวมใส่เค้าจะรู้สึกเหนือกว่าคู่ต่อสู้และทำให้เกิดความมั่นใจ”

ส่วนเหตุผลที่เสื้อของผู้รักษาประตูไม่เหมือนคนอื่นก็เพื่อให้ผู้ตัดสินแยกแยะผู้รักษาประตูออกจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นได้โดยเฉพาะในกรณีการทำแฮนด์บอลในเขตลงโทษ

อันที่จริงในยุคก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้รักษาประตูก็ใส่เสื้อทีมเหมือนกับคนอื่นจะต่างก็ตรงมีหมวกแก๊ปใส่ไว้ให้เด่นกว่าคนอื่นเท่านั้นแต่หมวกเจ้ากรรมก็ร่วงหล่นจากหัวของเขาอยู่เรื่อยเพราะต้องเคลื่อนไหวปัดป้องต่อมาในปี 1909 จึงมีกติกาให้นายทวาร สวมเสื้อแตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมโดยกำหนดให้ใช้สีอะไรก็ได้ที่ไม่ซ้ำกับทีมคู่แข่งชุดสีเขียวจึงเป็นชุดยอดนิยมในระยะแรกเพราะไม่ค่อยมีผู้เล่นใส่สีนี้กัน

นอกจากเสื้อฟุตบอลจะกลายเป็นฝันร้ายของนักกีฬา  เสื้อยังอาจกลายเป็นประเด็นทางการเมืองและศาสนาได้เช่นกัน  ในปี 2007 ทีมอินเตอร์นาซิออนาล หรือที่แฟนบอลรู้จักกันในนามอินเตอร์มิลาน ของอิตาลีสวมเสื้อสีขาวมีแถบกางเขนสีแดงพลาดกลางลำตัว

ลายและสีเสื้อดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิลาน  แต่มันกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางศาสนา เนื่องจากมีผู้มองว่าเครื่องหมายกางเขนแดงบนเสื้อ  ทำให้ผู้พบเห็นรำลึกถึงสงครามครูเสด ซึ่งเป็นสงครามระหว่างคริสเตียนในยุโรปกับมุสลิมในศตวรรษที่ 11,12 และ 13 เป้าหมายของสงครามคือการเข้าครอบครองดินแดนปาเลสไตน์แผ่นดินที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ทั้งนี้  กรณีกางเขนแดง ทราบปัญหาครั้งนั้นทำให้สโมสรฟุตบอลต้องคิดมากขึ้นในการออกแบบเสื้อรุ่นใหม่ๆ ออกมาจากเดิม ที่ให้ความสำคัญกับการใส่สบายดูดี สร้างความหึกเหิมให้ทีมแฟนบอล แต่ทำลายความเชื่อมั่นคู่ต่อสู้แล้ว ยังต้องระวังไม่ให้กระทบความรู้สึกของใครๆ อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *