ใบเหลืองใบแดง : หยุด! โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อให้ใจลดแรงเฉื่อย

มีความเป็นสีเหลืองกับสีแดง ถือว่าเป็นสีที่ถูกโฉลกกับการนำไปใช้ในงานเชิงสัญลักษณ์อยู่ไม่น้อยซึ่งรวมถึงสัญลักษณ์ทางการเมืองต่างกรรมต่างวาระกัน

อันที่จริงแดงกับเหลืองในหลายพื้นที่นอกจากไม่ได้ถูกจัดวางไว้ให้อยู่กันคนละฝ่าชนิดเป็นปฏิปักษ์กันแล้วยังทำกับงานสัมพันธ์กันอย่างมีแบบแผนทรงประสิทธิภาพหามีผู้ใดกล้าปฏิเสธ

ใช่ละเรากำลังจะพูดถึงไฟเหลืองไฟแดง และใบเหลืองใบแดงในแวดวงฟุตบอล
เคน แอสตัน ผู้ตัดสินชาวอังกฤษในยุคทศวรรษ 60 ยอมรับว่าเขาได้ไอเดียเรื่องใบเหลือง ใบแดงมาจากสัญญาณไฟจราจรตามสี่แยกคือ เมื่อคนขับรถสังเกตุเห็นสัญญาณไฟแดงก็เข้าใจ ทันทีว่าหยุด หรือห้ามผ่าน และไฟเหลืองหมายถึงให้เตรียมตัวหยุดหรือเตรียมรับสัญญาณไฟแดง

สีเหลืองถูกแทนด้วยใบเหลือง (Yellow Caard)เป็นการเตือนให้นักเตะระมัดระวัง และสีแดงถูกแทนด้วยใบแดง(Red Card)เป็นเหมือนใบสั่งให้นักแต่ห้ามเล่นซึ่งคือให้ออกจากสนาม

แน่ละ  สัญญาณไฟจราจรนั้นเป็นเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์ไฟสีแดง  เหลือง  หรือเขียว  สามารถมองเห็นชัดจากระยะไกลทั้งกลางวันและกลางคืน  จึงเลือกใช้สีเหล่านี้แต่ในสนามฟุตบอล แอสตันไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเห็นชัดมากกว่าความคุ้นเคยและความเข้าใจของคนต่อสัญญาณสีนี้กันเป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเอ่ยคำอธิบายใดใดซึ่งข้อหลังสุดนี้ จะมีส่วนช่วยลดการประทะคารมระหว่างผู้เล่นที่โดนใบเหลืองใบแดงกับผู้ตัดสินและยังช่วยตัดปัญหาด้านการสือภาษาในกรณีที่นักเตะและผู้ตัดสินพูดกันคนละภาษาได้อีกด้วย

หากย้อนกลับไปก่อนหน้าจะมีการแจกใบเหลืองใบแดงในเกมฟุตบอลมีกติกาว่าการตักเตือน หรือ ไล่ผู้เล่นออกจากสนามมาเก่าก่อน  ใครเคยดูภาพการฟาดแข้งในอดีตย้อนหลังกลับไปราว 40 ปีคงเห็นภาพนักเตะถูกไล่ออกจากสนามกันมาบ้าง ผิดก็แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ใบแดงก็คือไล่ออกในมาตรของ” การไม่เอ่ยปาก” เท่านั้น

แอสตัน และเพื่อนเพื่อนผู้ตัดสินในฟีฟ่าคิดระบบใบเหลืองใบแดงขึ้นหลังจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 และเริ่มทดลองระบบในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกปี 1968 และฟุตบอลโลกปี 1970 การให้ใบเหลืองใบแดงถูกนำมาบังคับใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1982 หรือหลังผ่านการทดลองใช้กว่า 10 ปีและยังคงอยู่ใช้จนถึงปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *